หน่วยแสดงผลชั่วคราว
(Soft Copy) หมายถึง
การแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น
แต่เมื่อเลิกการทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้
ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้นก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง
เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง ได้แก่ การรับชม หรือดูข้อมูลจากจอคอมพิวเตอร์
หรือ เครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์ (Projector) หรือ
ได้รับฟังเสียงเพลง เสียงบรรยายจากลำโพง เป็นต้น
1.จอภาพ (Monitor)
จอภาพ หรือ
วีดียู (Visual Display Unit: VDU) หรือชื่ออื่นเช่น
จอคอมพิวเตอร์ หน้าจอ จอคอม จอมอนิเตอร์ มอนิเตอร์ จอแสดงผล จอภาพแสดงผล
จอภาพแสดงผลคอมพิวเตอร์ จอทีวี จอโทรทัศน์ ฯลฯ
คือส่วนหนึ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แสดงรูปภาพให้เห็นจากอุปกรณ์ที่สามารถส่งออกวิดีโอ
เช่นคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์
ซึ่งรูปภาพที่ปรากฏสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้และไม่คงอยู่อย่างถาวร
จอภาพประกอบด้วยส่วนอุปกรณ์ที่แสดงผลให้เห็น และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในที่สร้างรูปภาพจากสัญญาณวิดีโอ
อุปกรณ์ที่แสดงผลยุคใหม่จะเป็นจอภาพผลึกเหลวทรานซิสเตอร์แผ่นบาง (thin film
transistor liquid crystal display: TFT-LCD) และจอภาพยุคก่อนเป็นหลอดภาพรังสีแคโทด
(cathode ray tube: CRT)
ปัจจุบันมีการพัฒนาจอภาพออกมาหลากหลายลักษณะ
โดยเน้นที่จำนวนสี ความละเอียด ความคมชัด การประหยัดพลังงาน
โดยสามารถแบ่งประเภทจอภาพ ที่ใช้ในปัจจุบันได้กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
1.1จอภาพสีเดียว (Monochrome Monitor)
จอภาพที่รับสัญญาณจากการ์ดควบคุม
ในลักษณะของสัญญาณดิจิตอล คือ 0 กับ 1 โดยการกวาดลำอิเล็กตรอนไปตกหน้าจอ
แล้วเกิดเป็นจุดเรืองแสง จะให้สัญญาณว่าจุดไหนสว่าง จุดไหนดับ จอภาพสีเดียวเวลานี้ไม่มีผู้นิยมแล้ว
1.2จอภาพหลายสี (Color Monitor)
จอภาพที่รับสัญญาณดิจิตอล
4 สัญญาณ คือ สัญญาณของสีแดง, เขียว,
น้ำเงิน และสัญญาณความสว่าง ทำให้สามารถแสดงสีได้ 16 สี ถึง 16 ล้านสี
1.3จอภาพแบบแบน (LCD; Liquid Crystal Display)
จอภาพผลึกเหลวใช้งานกับคอมพิวเตอร์ประเภทพกพาเป็นส่วนใหญ่
เป็นแบ่งได้เป็น
1)Active matrix จอภาพสีสดใสมองเห็นจากหลายมุม เนื่องจากให้ความสว่าง
และสีสันในอัตราที่สูง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า TFT – Thin Film Transistor และเนื่องจากคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้ราคาของจอประเภทนี้สูง
2)Passive matrix color จอภาพสีค่อนข้างแห้ง เนื่องจากมีความสว่างน้อย และสีสันไม่มากนัก
ทำให้ไม่สามารถมองจากมุมมองอื่นได้ นอกจากมองจากมุมตรง เรียกอีกชื่อได้ว่า DSTN
– Double Super Twisted Nematic
1.4จอภาพแอลอีดี LED ย่อมาจาก Light-emitting-diod
สามารถเปล่งแสงออกมาได้แสงที่เปล่งออกมาประกอบด้วยคลื่นความถี่เดียวและเฟสต่อเนื่องกัน
ซึ่งต่างกับแสงธรรมดาที่ตาคนมองเห็น โดยหลอด LED สามารถเปล่งแสงได้เมื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
และประสิทธิภาพในการให้แสงสว่างก็ยังดีกว่าหลอดไฟขนาดเล็กทั่วๆ ไป.LED โดยทั่วไปมี 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ 1) LED ชนิดที่ตาคนเห็นได้ กับ 2) ชนิดที่ตาคนมองไม่เห็นต้องใช้ทรานซิสเตอร์มาเป็นตัวรับแสงแทนตาคน
1.5จอ 3D (3 Dimension)
ระบบแสดงผลภาพ 3D แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
1.Active: จอโทรทัศน์จะส่งภาพของตาซ้ายและขวาสลับกันไป โดยแว่นจะต้องซิงก์โครไนซ์สัญญาณให้ตรงกับโทรทัศน์
คือ จะปิดตาซ้าย (มืด) เมื่อโทรทัศน์ฉายภาพสำหรับตาขวา และปิดตาขวา
เมื่อโทรทัศน์ฉายภาพสำหรับตาซ้าย ซึ่งแว่นจะสลับมืด-สว่างทีละข้างอย่างรวดเร็ว
ปัญหาคือบางทีการซิงก์โครไนซ์อาจมีจังหวะที่ไม่ตรงกับโทรทัศน์ และอาจปวดตาเพราะเรามองภาพมืด-สว่างสลับไปมาอย่างรวดเร็วตลอดเวลา
2. Passive: ใช้หลักการ Polarized กล่าวคือ
คลื่นที่ระนาบ Polarize เดียวกันจะผ่านเข้ามาได้หมด
แต่ถ้าตั้งฉากกันก็จะผ่านเข้ามาไม่ได้ โทรทัศน์จะส่งภาพ Polarized ที่ตั้งฉากกันสำหรับตาซ้ายและขวาออกมาพร้อมกันโดยสลับแถวกัน จากนั้นจะแยกภาพนี้ออกจากกันโดยแว่น
Polarized ซึ่งเมื่อตาซ้ายและขวาตั้งฉากกัน
ภาพเส้นเลขคู่ก็จะเข้าตาซ้ายอย่างเดียว ส่วนเส้นคี่จะเข้าตาขวาอย่างเดียว
ข้อดีก็คือไม่กระพริบ ไม่ปวดตา แต่ข้อเสียคือภาพที่เห็นความละเอียดจะลดลง
เพราะเราเห็นภาพแค่ครึ่งหนึ่งของความละเอียดจอเท่านั้น
2.เครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์ (Projector)
เป็นเครื่องฉายภาพจากสัญญาณวิดีโอ
ผ่านระบบเลนส์ไปยังฉากรับภาพ โดยใช้ไฟที่สว่างและจ้าในการฉายภาพ
โดยเครื่องโปรเจกต์เตอร์รุ่นใหม่ สามารถแก้ไข ส่วนโค้งเว้า ความคมชัด
ส่วนประกอบของภาพ และ อื่นๆ ด้วยการปรับโดยผู้ใช้เอง วิดีโอโปรเจกต์เตอร์
ถุกใช้อย่างกว้างขวางในการนำเสนองานในห้องประชุม ห้องเรียน หรือ แม้แต่ ใช้เป็น
โฮมเทียเตอร์ โปรเจกต์เตอร์ จึงกลายเป็นที่นิยมและถูกใช้อย่างกว้างขวาง
เครื่องโปรเจกต์เตอร์ในปัจจุบัน
มีเทคโนโลยีที่ใช้ 3 ชนิด คือ
1. เครื่องฉายภาพแบบซีอาร์ที
โปรเจกต์เตอร์ชนิด
CRT (CRT projecter) ใช้ หลอดลำแสงแคโธด จะมีสามหลอดสี
คือ สีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง
โดยหลอดสีทั้งสามสามารถเลื่อนเพื่อปรับองศาของภาพให้ถูกต้องได้
โปรเจกต์เตอร์ชนิดนี้เป็นชนิดที่เก่าแก่ที่สุด ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษามาก
แต่ดูไม่สวยงามเพราะเครื่องฉายมีขนาดใหญ่
แต่มีข้อดีคือสามารถฉายภาพให้เป็นภาพขนาดใหญ่ในราคาที่ถูกกว่า
เป็นโปรเจกต์เตอร์ที่มีระบบกลไกข้างในที่ไม่ซับซ้อน
ทำให้เป็นโปรเจกต์เตอร์ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวาง เพราะราคาถูก
โปรเจกต์เตอร์ชนิดนี้มีปัญหาด้านการมองเรียกว่า screen door effect หรือ pixilation effect ซึ่งเราจะมองเห็นภาพเป็น จุด
เป็นเหลี่ยมขนาดเล็ก และหลอดไฟมีราคาสูง
การฉายภาพบนโปรเจกต์เตอร์ชนิดแอลซีดี
ใช้หลอดไฟชนิดเมทัลฮาไลด์ ส่งแสงไปยังปริซึมเพื่อกระจายแสงไปยังแผงซิลิคอนสามสี
คือ แดง เขียว น้ำเงิน เพื่อส่งภาพเป็นสัญญาณวิดีโอ เมื่อแสงผ่านแผงซิลิคอนนี้แล้ว
แต่ละพิกเซลจะเปิดออกหรือปิดลง เพื่อให้ภาพ ทั้งระดับสีและการไล่สีตามที่ต้องการ
สาเหตุที่เราใช้
หลอดเมทัลฮาไลด์เพราะสามารถให้อุณหภูมิของสีและระดับสีที่ถูกต้องที่สุด ทั้งยังสามารถให้ความสว่างของแสงสูงในพื้นที่ที่มีขนาดเล็กได้
โปรเจกต์เตอร์แอลซีดีรุ่นปัจจุบัน จะมีความสว่างประมาณ 2000-4000 ลูเมน
3. โปรเจกต์เตอร์ชนิด DLP (DLP projector)
ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า
Digital Light Processor ของ Texas Instrument มีตัวกำเนิดแสงที่เล็กมากเรียกว่า Digital Micromirror Device
(DMDs) โปรเจกต์เตอร์ชนิดนี้ทำงานโดยปรกติจะใช้ DMD 2 ตัวจะใช้จานหมุนติดกระจกเพื่อสร้างสี
ปัญหาของโปรเจกต์เตอร์ชนิดนี้คือ
Rainbow effect คือผู้ที่ดูภาพที่ฉายไปสีขาว เป็นสีรุ้ง
แต่สามารถแก้ปัญหาได้โดยใช้ระบบใหม่ซึ่งใช้ DMD 3 ตัว
ความเร็วในการหมุนของจานหมุนติดกระจกที่สูงขึ้น และสามารถให้สีหลักได้อย่างถูกต้อง
เครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์แบบพกพา (Mini - Projector)
1. AV Mini
Projector เป็นมินิโปรเจคเตอร์
ที่ออกแบบมาเพื่องานบันเทิงโดยเฉพาะ มีขนาดเล็กกระทัดรัด รองรับ AV , VGA และ SD Card ซึ่งสามารถดูหนัง ฟังเพลง
รวมถึงเล่นเกมส์ได้อีกด้วย
เพื่อความบันเทิงที่มากยิ่งขึ้นเราออกแบบให้ตัวเครื่องเป็น
มินิโปรเจคเตอร์ที่รองรับ VGA USB และ SD การ์ด เพื่อรองรับความบันเทิงทั้งหนัง หรือเพลง MP3/MP4 รวมถึงการ Present งาน
ข้อมูลอีกอย่างที่ผู้ซื้อจำเป็นต้องรู้คือขนาดของภาพจะอยู่ประมาณ 45-75 นิ้ว และสามารถใช้กับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง
2. Mobile Mini
Projector ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน เครื่องเล่นมีเดีย สามารถใช้ฉายภาพที่ความสว่าง 20 ลูเมนส์ได้นาน 2 ชั่วโมงต่อเนื่อง
อีกทั้งยังสามารถแสดงผลที่ความละเอียด nHD (640 x 360 พิกเซล)
ลำโพงขนาด 0.5 วัตต์ในตัว ฉายภาพได้ใหญ่สุด 1.27 เมตร (ตามแนวเส้นทะแยงมุม)
3.ลำโพง (Speaker)
ลำโพง ( Loudspeaker, Speaker) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าเชิงกลอย่างหนึ่ง
ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นเสียง มีด้วยกันหลายแบบ คำว่า
ลำโพงมักจะเรียกรวมกัน ทั้งดอกลำโพง หรือตัวขับ (driver) และลำโพงทั้งตู้
(speaker system) ที่ประกอบด้วยลำโพงและวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับแบ่งย่านความถี่
(ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก)
ลำโพงนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในระบบเครื่องเสียง
โดยมีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าปลายนิ้ว จนถึงใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางนับสิบนิ้ว
โดยมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน
ประเภทของลำโพง
1.ทวีทเตอร์ คือลำโพงที่มีขนาดเล็กสุดของตู้ลำโพงออกแบบมาเพื่อให้เสียงที่มีความถี่สูง
2.มิดเรนจ์
คือลำโพงขนาดกลางของตู้ลำโพงถูกออกแบบมาเพื่อให้เสียงในช่วงความถี่เป็นกลางๆ
คือไม่สูงหรือไม่ต่ำมากเกินไป
3. วูฟเฟอร์
คือลำโพงที่มีขนาดใหญ่สุดของตู้ลำโพงออกแบบมาเพื่อให้เสียงที่มีความถี่ต่ำ
4. ซับวูฟเฟอร์ คือลำโพงที่ทำหน้าที่ขับความถี่เสียงต่ำสุด มักมีตู้แยกต่างหาก
และใช้วงจรขยายสัญญาณในตัว
ลำโพงสำหรับคอมพิวเตอร์
ลำโพงคอมพิวเตอร์
หรือ ลำโพงมัลติมีเดีย เป็นลำโพงภายนอก ที่ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
โดยผ่านช่องเสียบซึ่งต่อจากการ์ดเสียงภายในเครื่อง โดยอาจต่อเข้ากับแจ็คสเตอริโอธรรมดา
หรือขั้วต่ออาร์ซีเอ (RCA connector) และยังมีจุดเชื่อมต่อยูเอสบี
สำหรับใช้ในปัจจุบัน โดยมีแรงดันไฟจ่าย 5 โวลต์
ลำโพงคอมพิวเตอร์มักจะมีขุดขยายเสียงขนาดเล็ก และชุดแหล่งจ่ายไฟต่างหาก
ปัจจุบันลำโพงสำหรับคอมพิวเตอร์มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ
ขนาด และราคา ปกติจะมีขนาดเล็ก ให้มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์
แต่ก็มีการผลิตลำโพงคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน สามารถปรับแต่งเสียงทุ้มแหลม
หรือคุณลักษณะอื่นๆ ได้






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น