วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

SQL

SQL
รู้จักกับภาษา SQL ? SQL หรือ Structured Query Language
เป็นภาษาที่ใช้ในการติดต่อกับฐานข้อมูลหรือพูดอีกอย่างก็คือ เป็นภาษาที่ใช้ในการสั่งให้ฐานฐานข้อมูลกระทำการใด ๆ ตามคำสั่งที่เราสั่ง ซึ่งในการติดต่อฐานข้อมูลนั้น ไม่ว่าจะเป็น SQL Server , Microsoft Access , MySQL ,DB2 หรือแม้แต่ Oracle ก็จะต้องใช้คำสั่งภาษา SQL ในการควบคุมทั้งสิ้น และเราจะมาเรียนรู้ถึงคำสั่งพื้นฐาน ของ SQL ที่จำเป็นกัน
แต่ก่อนอื่นต้องทราบศัพท์ที่ใช้เรียกในตารางฐานข้อมูลก่อนนะครับสำหรับใครที่ยังไม่รู้จักคำว่า ฟิลด์(Field) และ เรกคอร์ด (Record) ผมไม่อธิบายมากนะเอาเป็นว่าดูตามรูปก็แล้วกัน
โดยส่วนใหญ่แล้วการใช้คำสั่ง SQL เพื่อติดต่อฐานข้อมูลนั้น จะใช้โดยหลักคือ 3 กรณี
1.การเรียกดู
2.การแก้ไข ลบเพิ่มเปลี่ยนแปลง
3.การสร้างขึ้นใหม่
1. SQL SELECT
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการเรียกดูข้อมูลในตาราง (Table) คำสั่ง SQL SELECT สามารถเรียกได้ทั้งตาราง หรือว่า สามารถระบุฟิวด์ที่ต้องการเรียกดูข้อมูลได้
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT Column1, Column2, Column3,... FROM [Table-Name]
2. SQL WHERE
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) คำสั่ง SQL WHERE สามารถระบุเงื่อนไขในการเลือกข้อมูลได้ 1 เงื่อนไข หรือมากกว่า 1 เงื่อนไข
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT Column1, Column2, Column3,... FROM Table-Name WHERE [Field] = 'Value'
3. SQL ALIAS
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดย ALIAS คือการสร้างชื่อจำลองขึ้นมาใหม่ โดยสามารถจำลองชื่อได้ทั้งชื่อ Field และชื่อ Table
                Database: MySQL
Syntax
SELECT Column1 AS Alias1,Column2 AS Alias2,Column3 AS Alias3,... FROM [Table-Name1] Table Alias
4. SQL OR AND
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) การเชื่อมวลีสำหรับเงื่อนไขต่าง ๆ
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT Column1, Column2, Column3,... FROM [Table-Name] WHERE [Field] = 'Value' [AND/OR] [Field] = 'Value'
5. SQL ORDER BY
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดยจัดเรียงข้อมูลตามต้องการ
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT Culumn1,Culumn2,Culumn3,... FROM [Table-Name] ORDER BY [Field] [ASC/DESC],[Field] [ASC/DESC],...
ASC = น้อยไปหามาก/DESC = มากไปหาน้อย
6. SQL SUB SELECT QUERY
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดยใช้เลือกข้อมูลย่อยภายใน SELECT ย่อยอีกชั้นหนึ่งครับ SUB SELECT QUERY เข้ามาช่วยในด้านความสะดวกและง่ายกว่าการ JOIN TABLE แต่ข้อเสียของ SUB SELECT คือ สามารถทำงานได้ช้ากว่า JOIN TABLE
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT Column1, Column2, Column3,... FROM [Table-Name] WHERE [Field] IN (SELECT ..... FROM ....)
7. SQL SELECT INTO
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดยใช้การเลือกข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง นิยมใช้สำหรับการ Copy Table หรือทำการ Backup Table
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT Column1, Column2, Column3,... INTO [New-Table] FROM [Table-Name]
8. SQL BETWEEN
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดยทำการเลือกเงื่อนไขที่อยู่ระหว่างค่าเริ่มต้นและค่าสิ้นสุด
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT Column1, Column2, Column3,... FROM [Table-Name] WHERE [Field] BETWEEN [Value-Start] AND [Value-End]
9. SQL BETWEEN
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดยทำการเลือกเงื่อนไขที่อยู่ระหว่างค่าเริ่มต้นและค่าสิ้นสุด
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT Column1, Column2, Column3,... FROM [Table-Name] WHERE [Field] BETWEEN [Value-Start] AND [Value-End]
10. SQL OUTER JOIN
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดยเงื่อนไขการ OUTER JOIN จะทำการเลือกข้อมูลหลักและข้อมูลเชื่อมโยงที่สัมพันธ์กัน โดยจะทำการอิงจาก Table แรกและ Table สอง ถ้าไม่มีข้อมูลใน Table แรก และ Table สองที่เชื่อมโยงกัน ข้อมูล Table แรกและ Table สอง จะไม่ถูกสนใจ
                Database: Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT [Table-Name1].Column1, [Table-Name2].Column1,... FROM [Table-Name1],[Table-Name2]
WHERE [Table-Name1].Column (+) = [Table-Name2].Column
11. SQL RIGHT JOIN
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดยเงื่อนไขการ RIGHT JOIN จะทำการเลือกข้อมูลหลักและข้อมูลเชื่อมโยงที่สัมพันธ์กัน โดยจะทำการอิงจาก Table สองสำคัญก่อน ถ้าไม่มีข้อมูลใน Table แรก ข้อมูล Table สองก็ยังถูกสนใจและนำมาแสดงผล
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT [Table-Name1].Column1, [Table-Name2].Column1,... FROM [Table-Name1]RIGHT JOIN [Table-Name2] ON [Table-Name1].Column = [Table-Name2].Column
12. SQL LEFT JOIN
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดยเงื่อนไขการ LEFT JOIN จะทำการเลือกข้อมูลหลักและข้อมูลเชื่อมโยงที่สัมพันธ์กัน โดยจะทำการอิงจาก Table แรกสำคัญก่อน ถ้าไม่มีข้อมูลใน Table แรก ข้อมูล Table สองจะไม่ถูกสนใจและจะสนใจข้อมูลแค่ Table แรกเท่านั้น
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT [Table-Name1].Column1, [Table-Name2].Column1,... FROM [Table-Name1] LEFT JOIN [Table-Name2] ON [Table-Name1].Column = [Table-Name2].Column
13. SQL UNION
เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการรวมหลาย Query มารวมให้ใน Table เดียวกับ โดยจำนวน คอลัมบ์หรือฟิวด์นั้นจะต้องเท่ากันด้วย
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT Column1, Column2,... FROM [Table-Name] UNION SELECT Column1, Column2,... FROM [Table-Name] ...
14. SQL DISTINCT
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) โดยทำการเลือกข้อมูลที่ซ้ำกันมาเพียงแค่ Record เดียว
                Database: MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
Syntax
SELECT DISTINCT Column1, Column2, Column3,... FROM [Table-Name]
15. SQL TOP
                เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) ที่สามารถกำหนดจำนวน Record ที่แสดงผลออกมาได้
                Database: Microsoft Access,SQL Server
Syntax
SELECT TOP [Integer] Column1, Column2, Column3,... FROM [Table-Name] ORDER BY [Field] [ASC/DESC]



วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แบบทดสอบ O-NET ม. 6 (คอมพิวเตอร์)

แบบทดสอบ O-NET ม. 6 (คอมพิวเตอร์)
1.ลิขสิทธิ์โปรแกรมประเภทรหัสเปิด (Open Source) อนุญาตให้ผู้ใช้ทำอะไรได้บ้าง
ก.  นำโปรแกรมมาใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์
ข.  ทดลองใช้โปรแกรมก่อนถ้าพอใจจึงจ่ายค่าลิขสิทธิ์
ค.  แก้ไขปรับปรุงโปรแกรมเองได้
1.  ข้อ ก กับ ข้อ ค                             2.  ข้อ  ข  กับ  ข้อ  ค
3.  ข้อ ข อย่างเดียว                           4.  ข้อ  ก  อย่างเดียว

2.ระบบกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งมีความต้องการดังนี้
ก.  ต้องให้ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้โต้ตอบกันได้โดยผู้ใช้ต้องแสดงตัวตน(ล็อกอิน)เพื่อเข้าระบบก่อน
ข.  ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้หรือเข้าไปตอบกระทู้ที่ตั้งไว้แล้วได้
ค.  ระบบจะบันทึกชื่อผู้ตั้งและผู้ตอบไว้ด้วย
ในการออกแบบฐานข้อมูลดังกล่าวข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง
1.  ต้องสร้างตารางผู้ใช้ ตารางกระทู้และตารางคำตอบ
2.  ไม่ต้องสร้างตารางผู้ใช้เนื่องจากสามารถบันทึกชื่อผู้ใช้ในตารางกระทู้และตารางคำตอบได้เลย
3.  ต้องสร้างตารางผู้ใช้และตารางกระทู้ส่วนคำตอบจะอยู่ในตารางกระทู้อยู่แล้ว
4.  ไม่ต้องสร้างตารางกระทู้เพราะสามารถบันทึกกระทู้ที่ผู้ใช้ตั้งในตารางผู้ใช้ได้เลย

3.ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเมื่อค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เนตมาทำรายงาน
1.  คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์
2.  ใช้เนื้อหาจากกระดานสนทนา (Web board) มาใส่ในรายงาน
3.  นำรูปภาพจากเว็บไซต์มาใส่ในรายงาน
4.  อ้างอิงชื่อผู้เขียนบทความ

4.ห้องสมุดแห่งหนึ่งต้องการพัฒนาระบบยืมหนังสือโดยสามารถบันทึกข้อมูลการยืมหนังสือลงบนบัตรอิเลคโทรนิกส์โดยไม่ต้องเขียนด้วยมือระบบนี้ควรใช้เทคโนโลยีในข้อใด
1.  Smart Card                                 2.  Fingerprint
3.  Barcode                                    4.  Wi-Fi

5.ด้านใดบ้างจากตัวเลือกต่อไปนี้
ก.  ฮาร์แวร์คอมพิวเตอร์                                  ข.  ระบบปฏิบัติการ
ค.  เว็บเซิร์ฟเวอร์                                          ง.  HTML
จ.  ระบบฐานข้อมูล                                       ฉ.  ภาษาจาวา(Java)
1.  ข้อ ก และ ค                            2.  ข้อ  ข  และ  จ
3.  ข้อ ค และ ง                             4.  ข้อ  ค  และ  ฉ

6.ข้อใดเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายทั้งหมด
1.  Wi-Fi, IP                                   2.  Wi-Fi, Bluetooth
3.  3G ADSL                                 4.  3G    Ethernet

7.ข้อใดไม่ใช่ข้อเสียของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
1.  การทำผิดกฎหมายลิขสิทธิ์มีความผิดทางอาญา
2.  เป็นช่องทางหนึ่งในการระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์
3.  ผู้ใช้จะไม่ได้รับการบริการจากผู้พัฒนาถ้าหากมีปัญหาการใช้งาน
4.  ทำให้ผู้พัฒนาซอฟแวร์ไม่มีรายได้เพื่อประกอบการและพัฒนาต่อไปได้

8.ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด
1.  การบันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดีใช้เทคโนโลยีแบบแม่เหล็ก
2.  หมายเลขไอพีเป็นหมายเลขที่ใช้กำกับ Network Interce Card
3.  หน่วยความจำสำรองเป็นหน่วยความจำที่มีคุณลักษณะแบบ Volntile
4.  รหัส ACIIและEBCIDICเป็นการวางรหัสตัวอักษรที่ใช้ขนาด 8 บิด

9.ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่นำมาใช้บนอุปกรณ์พกพาประเภท Smartphone
1.  Ubuntu                                        2.  iPhone  os
3.  Android                                        4.  Symbian

10.ไฟล์ประเภทใดในข้อต่อไปนี้เก็บข้อมูลในลักษณะตัวอักษร
1.  ไฟล์เพลง MP 3 (mp 3)
2.  ไฟล์รูปประเภท JPEG (jpeg)
3.  ไฟล์แสดงผลหน้าเว็บ (html)
4.  ไฟล์วีดีโอประเภท Movie (movie)

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฟังก์ชันใน PHP

                ฟังก์ชันในโปรแกรมส่วนใหญ่ได้รับการเรียกคำสั่งเพื่อทำงานอย่างเดียว สิ่งนี้ทำให้คำสั่งอ่านได้ง่ายและยอมให้ใช้คำสั่งใหม่แต่ละครั้งเมื่อต้องการทำงานเดียวกัน
                ฟังก์ชันเป็นโมดูลเก็บคำสั่งที่กำหนดการเรียกอินเตอร์เฟซ ทำงานเดียวกัน และตัวเลือกส่งออกค่าจากการเรียกฟังก์ชัน คำสั่งต่อไปเป็นการเรียกฟังก์ชันอย่างง่าย
my_function ();
                คำสั่งเรียกฟังก์ชันชื่อ my_function ที่ไม่ต้องการพารามิเตอร์ และไม่สนใจค่าที่อาจจะส่งออกโดยฟังก์ชันนี้
                ฟังก์ชันจำนวนมากได้รับการเรียกด้วยวิธีนี้ เช่น ฟังก์ชัน phpinfo () สำหรับแสดงเวอร์ชันติดตั้งของ PHP สารสนเทศเกี่ยวกับ PHP การตั้งค่าแม่ข่ายเว็บ ค่าต่างๆ ของ PHP และตัวแปร ฟังก์ชันนี้ไม่ใช้พารามิเตอร์และโดยทั่วไปไม่สนใจค่าส่งออก ดังนั้นการเรียก phpinfo () จะประกอบขึ้นดังนี้

phpinfo ();

การกำหนดฟังก์ชันและการเรียกฟังก์ชัน

                การประกาศฟังก์ชันเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ด function กำหนดชื่อฟังก์ชัน พารามิเตอร์ที่ต้องการ และเก็บคำสั่งที่จะประมวลผลแต่ละครั้งเมื่อเรียกฟังก์ชันนี้
<?php
function function_name(parameter1,…)
{ ชุดคำสั่ง }
?>
ชุดคำสั่งต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดในวงเล็บปีกกา ({ }) ตัวอย่างฟังก์ชัน my_function
<?php
function my_function()
{$mystring =<<<BODYSTRING
   my function ได้รับการเรียก
BODYSTRING;
echo $mystring;}
?>
                การประกาศฟังก์ชันนี้ เริ่มต้นด้วย function ดังนั้นผู้อ่านและตัวกระจาย PHP ทราบว่าต่อไปเป็นฟังก์ชันกำหนดเอง ชื่อฟังก์ชันคือ my_function การเรียกฟังก์ชันนี้ใช้ประโยคคำสั่งนี้
my_function ();

                การเรียกฟังก์ชันนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นข้อความ "my function ได้รับการเรียก " บน browser

การตั้งชื่อฟังก์ชัน

                สิ่งสำคัญมากในการพิจารณาเมื่อตั้งชื่อฟังก์ชันคือชื่อต้องสั้นแต่มีความหมาย ถ้าฟังก์ชันสร้างส่วนตัวของเพจควรตั้งชื่อเป็น pageheader () หรือ page_header ()
ข้อจำกัดในการตั้งชื่อคือ
·       ฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกับฟังก์ชันที่มีอยู่
·       ชื่อฟังก์ชันสามารถมีได้เพียงตัวอักษรตัวเลข และ underscore
·       ชื่อฟังก์ชันไม่สามารถเริ่มต้นด้วยตัวเลข
                หลายภาษายอมให้ใช้ชื่อฟังก์ชันได้อีก ส่วนการทำงานนี้เรียกว่า function overload อย่างไรก็ตาม PHP ไม่สนับสนุน function overload ดังนั้นฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกันกับฟังก์ชันภายใน หรือฟังก์ชันกำหนดเองที่มีอยู่
                หมายเหตุ ถึงแม้ว่าทุกสคริปต์ PHP รู้จักฟังก์ชันภายในทั้งหมด ฟังก์ชันกำหนดเองอยู่เฉพาะในสคริปต์ที่ประกาศสิ่งนี้หมายความว่า ชื่อฟังก์ชันสามารถใช้ในคนละไฟล์แต่อาจจะไปสู่ความสับสน และควรหลีกเลียง
ชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ถูกต้อง
·       name ()
·       name2 ()
·       name_three ()
·       _namefour ()
ชื่อไม่ถูกต้อง
·       5name ()
·       Name-six ()
·       fopen ()
                การเรียกฟังก์ชันไม่มีผลจากชนิดตัวพิมพ์ ดังนั้นการเรียก function_name (), Function_Name() หรือ FUNCTION_NAME() สามารถทำได้และมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่แบบแผนการกำหนดชื่อฟังก์ชันใน PHP ให้ใช้ตัวพิมพ์เล็ก

                ชื่อฟังก์ชันแตกต่างจากชื่อตัวแปร โดยชื่อตัวแปรเป็นชนิดตัวพิมพ์มีผล ดังนั้น $Name และ $name เป็น 2 ตัวแปร แต่ Name () และ name () เป็นฟังก์ชันเดียวกัน